วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : มาตรา 172, มาตรา 173 วรรค 2, มาตรา 177

   คำฟ้อง  ( มาตรา  172)

 ฟ้องที่ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหนักแห่งข้อหา เช่นว่านั้น  มาตรา 172  วรรคสอง เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นฟ้องเคลือบคลุม   ฟ้องเคลือบคลุมในคดีแพ่งไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (ฎ. 101/31)   ศาลจะยกขึ้นเองไม่ได้  จำเลยจะต้องสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การ  ทั้งจะต้องให้การโดยแจ้งชัดด้วยว่าเคลือบคลุมอย่างไร  มิฉะนั้นไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัย (ฎ. 9594/44)
แต่ถ้าฟ้องของโจทก์ถึงขนาดขาดสาระสำคัญแห่งความรับผิดของจำเลย ทำให้ศาลไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามฟ้องได้  ถือเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้  เช่น โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่  2 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน แต่มิได้บรรยายฟ้องว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถคันที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัย  และมิได้บรรยายฟ้องว่า ผู้ขับรถนี้มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัย  ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดด้วย  (ฎ. 361/2539, 7064/47)
ข้อสังเกต  แสดงว่าในปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่  ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ถ้าฟ้องของโจทก์ถึงกับขาดสาระสำคัญในความรับผิดของจำเลย  เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้  ( แต่ถ้าเป็นฟ้องเคลือบคลุมในคดีอาญา ถือเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ ศาลยกขึ้นเองได้)
คำฟ้องที่ขัดกันถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม   เช่น ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมอ้างว่าผู้ตายมิได้พิมพ์นิ้วมือ  แม้จะเป็นลายนิ้วมือของผู้ตายก็พิมพ์ในขณะถูกฉ้อฉล ข่มขู่ เมาสุรา หรือวิกลจริต  หรือพิมพ์เมื่อตายแล้ว  (ฎ. 221/01,493/95)
กรณี มาตรา  172 วรรคสาม และมาตรา 18 นั้น  จะเห็นระบบการดังนี้คือ ในชั้นตรวจคำฟ้องหรือคำคู่ความนั้นศาลกระทำได้เพียง 3 ประการ  คือ  สั่งคืนไป  สั่งไม่รับ สั่งรับ  เท่านั้น    เมือสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ก็จะพิพากษายกฟ้องไม่ได้    และคำว่า “ให้ยกเสีย”  ตามมาตรา  172  กับคำว่า “มีคำสั่งไม่รับ” มาตรา  18  กฎหมายประสงค์ให้มีผลเป็นอย่างเดียวกัน คือ “คำสั่งไม่รับคำคู่ความ” ตามมาตรา  18      เพราะ “ ให้ยกเสีย” ตามมาตรา  172  จะถือว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี ตามมาตรา  131 ไม่ได้    กล่าวคือยังไม่ใช่การพิพากษาคดี   เมื่อมีการฟ้องเป็นคดีใหม่จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ       
อย่างไรก็ตามในชั้นตรวจคำฟ้องนี้ ศาลมีอำนาจพิจารณาเนื้อหาแห่งคดีหรือประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษายกฟ้องได้ ( ซึ่งอยู่นอกเขตมาตรา 18)  เช่น ศาลตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ก็พิพากษายกฟ้อง ตามมาตรา  172 วรรคท้ายได้  (ฎ.5630/48, 996/08 ป.)
แต่ถ้าเป็นกรณีเกี่ยวกับเรื่องรูปแบบของคำคู่ความ ตามมาตรา  18   เช่น คำฟ้องอ่านไม่ออก อ่านไม่เข้าใจ หรือเขียนฟุ่มเฟือย  ไม่ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนฯ  เมื่อโจทก์ไม่ปฎิบัติตามคำสั่งศาล ศาลก็มีอำนาจสั่งไม่รับฟ้อง จึงไม่เป็นการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี  และไม่ใช่เป็นการพิพากษาคดี   
       การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์ และพิพากษายกฟ้องเป็นการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี เป็นการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ตามมาตรา  131(2)  ซึ่งมีผลเป็นการพิพากษาคดีถ้ามิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  18  จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ ตามมาตรา  151
            คำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกา เป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง  จึงต้องอยู่ในบังคับมาตรา  172  วรรคสอง โดยต้องแสดงสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ   ให้ชัดแจ้ง   โดยต้องแสดงเหตุผลในการคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ และคำขอท้ายอุทธรณ์  หรือฎีกา ให้ชัดเจน แต่ไม่ต้องระบุคำฟ้องเดิม  คำให้การและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เพราะมีอยู่ในสำนวนศาลแล้ว  (ฎ.887/42 ป.)
             คำร้องสอดตามมาตรา  51(1) ที่เข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม  ผู้ร้องสอดมีฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมและจำเลยเดิมอยู่ในฐานะจำเลยใหม่   คำร้องสอดจึงต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ  ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้น   หากไม่มี เป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบ (ฎ. 1443/48)
               คำให้การ (มาตรา   177)
             จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับ  หรือปฎิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน  รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น  ( ถ้าไม่มีเหตุแห่งการปฎิเสธ ก็จะไม่เกิดประเด็น)
             จำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความ ต้องให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใด ถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว  (ฎ. 748/47 )  ถ้าไม่บรรยาย
             ในคดีมโนสาเร่ ถ้าจำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ จำเลยจะต่อเรื่องอายุความ จำเลยก็ต้องให้การชัดแจ้ง (ฎ. 678/50) 
             ตอนแรกจำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย     ตอนหลังกลับให้การว่าจำเลยแย่งการครอบครอบแล้ว หรือครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแล้ว   (หมายถึงไม่ใช่ที่ดินของจำเลยแต่ต่อมาได้แย้งการครอบครองแล้ว)  ดังนี้เป็นคำให้การขัดแย้งกัน  คดีไม่มีประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครอง หรือครอบครองปรปักษ์ (ฎ. 5332/44ล 5473/48 ป.)
              คำให้การตอนแรกปฎิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญา  ตอนหลังกลับให้การรับว่าทำสัญญาเพราะถูกบังคับขู่เข็ญ เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกัน ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา  177 วรรคสอง  ไม่เป็นประเด็นนำสืบตามข้อต่อสู้ของจำเลย  แต่ถือได้ว่าเป็นคำให้การปฎิเสธฟ้องโจทก์  คดีมีประเด็นข้อพิพาทแล้ว   โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามฟ้องจึงจะชนะคดี  (ฎ. 7714/47)
              ฟ้องซ้อน (มาตรา  173 วรรคสอง(1))
               คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้น ต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น       
               คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา 
              คำว่า  “คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา” อาจจะอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ได้   และคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณานั้นแม้ไม่ใช่การพิจารณาในเนื้อหาในประเด็นแห่งคดี   โจทก์ก็จะนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องใหม่ไม่ได้   เช่น  คดีอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์  หรือกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในคดีก่อนแล้วจำเลยอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งดังกล่าว  ก็ถือว่าเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณา  โจทก์ก็จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน  (ฎ. 7265/44,1429/36,3346/35)    แม้ต่อมาคดีก่อนจะถึงที่สุดก็หาทำให้ฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ (ฎ.3132/49, 1429/36)
             ข้อสังเกต  การพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ คงพิจารณาในขณะที่ยื่นฟ้องคดีหลังเท่านั้นว่า มีคดีเรื่องเดียวกันอยู่ระหว่างพิจารณาหรือไม่   เช่นในขณะที่ยื่นฟ้องคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุดจึงเป็นฟ้องซ้อน  แม้ต่อมาคดีก่อนถึงที่สุดก็ไม่ทำให้การฟ้องคดีหลังชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้
          คู่ความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ หรือฎีกา  ศาลชั้นต้นยกคำร้อง คู่ความนั้นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว  เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อน  (ฎ. 7603/48)
                ฎ. 7603/48   คำร้องขอพิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้อง  ตามมาตรา  1(3) เมื่อปรากฎว่าหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ที่ให้ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย ฉบับลงวันที่  13 ธันวาคม  2542  แล้ว  จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ คำสั่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์  ถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม  2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์   การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่  22 ตุลาคม  2542  โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน   คำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นฟ้องซ้อน  ต้องห้ามตามมาตรา  173(1)
                คดีก่อนโจทก์ถอนฟ้องแล้ว ไม่อุทธรณ์ จึงไม่มีคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา  ฟ้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 2658/45, 5364/38)
                หรือถ้ามีการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น แต่เป็นการอุทธรณ์หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว ( พ้นระยะเวลาอุทธรณ์)   ไม่ถือว่าคดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาต่อไป  ฟ้องโจทก์คดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 2597/41)
                คดีอยู่ในระหว่างการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาเช่นกัน โจทก์นำเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกเป็นฟ้องซ้อน (ฎ.8995/42)
                นอกจากนี้ คำว่า คดีอยู่ระหว่างพิจารณา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หมายความถึง ภายในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ หรือยื่นฎีกาด้วย  หากต่อมามีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา  (ฎ. 2555/38)   แต่ถ้าต่อมาไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาในกำหนดเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ถือว่าคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา (ฎ. 684/48)
            ข้อสังเกต  การพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ต้องดูขณะยื่นฟ้องเป็นสำคัญ แต่ตามคำวินิจฉัยฎีกาสองเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าในกรณีที่ยื่นฟ้องในระหว่างระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น  ต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดได้ยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาในภายหลังหรือไม่  มาเป็นข้อพิจารณาประกอบด้วย
                ในคดีที่มีการฟ้องแย้ง โจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเสียทั้งหมด จำเลยอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้ง ข้อที่จำเลยอุทธรณ์จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ จึงไม่ถือว่าคดีตามฟ้องเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล  โจทก์จึงยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นใหม่ได้  ไม่เป็นฟ้องซ้อน   ส่วนจำเลยฟ้องเข้ามาในคดีใหม่อีกเป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 3291/37)
               ข้อสังเกต    คดีที่มีการฟ้องแย้ง การพิจารณาว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่ ต้องแยกพิจารณาฟ้องเดิมและฟ้องแย้งออกจากกัน เรื่องนี้คดีก่อนศาลสั่งจำหน่ายคดีทั้งตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งเฉเพาะที่ให้จำหน่ายคดีตามฟ้องแย้ง   ดังนั้นถือว่าเฉพาะคดีตามฟ้องแย้งเท่านั้นที่อยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาล  ส่วนคดีตามฟ้องเดิมไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอีกต่อไป  โจทก์จึงฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นใหม่ได้  ไม่เป็นฟ้องซ้อน  ปรากฏว่าในคดีหลังนี้จำเลยได้ฟ้องแย้งเรื่องเดียวกันกับฟ้องแย้งคดีก่อนเข้ามาอีก จึงต้องถือว่าฟ้องแย้งในคดีหลังนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน
                ห้ามโจทก์ฟ้อง
              ถ้าในคดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์  และในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกัน  ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน  เพราะตามมาตรา  173(1) บัญญัติห้ามเฉพาะโจทก์ฟ้องเรื่องเดียวกันเท่านั้น มิได้ห้ามจำเลยฟ้องในเรื่องเดียวกันด้วย  (ฎ. 2579/25, 288/2535,3847/35)
  ฎ. 2206/48  คดีก่อนมีเพียงผู้องที่  5 เท่านั้น ที่เป็นคู่ความกับผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่  5  เป็นผู้คัดค้านและเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน  ปรากฎว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน  มีเพียงผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อน ได้อุทธรณ์  คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนจึงถึงที่สุดสำหรับผู้ร้องที่  5 แล้ว   การที่ผู้ร้องที่  5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่  4  และที่  6  ในคดีนี้ จึงไม่เป็นคำร้องซ้อน ตาม ป.วิ.พ.มาตรา  173 วรรคสอง 
  คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย อ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้านให้เหตุผลว่าผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้    ไม่มีเหตุจะตั้งผู้จัดการมรดกอีก  คดีนี้ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับจำเลยที่  1  ถึงที่ 4 และที่  6 ว่า   ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 2 คน  แต่การจัดการมรดกมีข้อขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่กรรมและอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อน อันเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน  จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตาม ป.วิ.พ.มาตรา  148 วรรคหนึ่ง       ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่  4 และ ที่ 6   มิได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อน จึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกัน  คำร้องขอของผู้ร้องที่  1 ถึงที่  4 และที่  6  ที่ยื่นเข้ามาร่วมกับผู้ร้องที่  5 จึงไม่เป็นคำร้องซ้อน และคำร้องซ้ำกับคดีก่อน
              อย่างไรก็ดี บุคคลที่อยู่ในฐานะอย่างเดียวกัน ต่างเป็นโจทก์ฟ้องคดีเรื่องเดียวกันก็เป็นฟ้องซ้อนได้  เช่นเจ้าของรวมด้วยกันต่างคนต่างฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอก ( ฎ. 966/18) หรือ ผู้จัดการมรดกกับทายาทต่างฟ้องขับไล่จำเลย  เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 2588/23,702/24) 
              ค่าขาดไร้อุปการะ เป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแต่ละคนของผู้ตายที่จะได้รับ เมื่อทายาทคนหนึ่งฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ทำละเมิด คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ทายาทคนอื่นก็ฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นคดีใหม่ได้อีก (ฎ. 6641/48)
             ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์  โดยมีคำขอส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ.มาตรา  43  ถือว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายจะนำเอาคดีส่วนแพ่งมาฟ้องอีกไม่ได้  เป็นฟ้องซ้อน   ทั้งนี้ไม่ว่าในคดีอาญาผู้เสียหายจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม (ฎ.3080/44)
            คดีก่อนพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอจัดตั้งผู้จัดการมรดกแทนทายาท  มีผู้คัดค้านจึงต้องดำเนินคดีอย่างมีข้อพิพาท  และถือว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทนทายาท  ดังนี้ทายาทจะนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยในคดีนี้อีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 6066/46)
              คดีก่อนพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้แล้ว   โจทก์คดีนี้จะนำเรื่องเดียวกันนี้มาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ไม่ได้  แม้โจทก์คดีก่อนจะขอแก้ไขฟ้องตัดชื่อโจทก์ออกก็ตาม
                ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตาม มาตรา  57(1) อาจร้องสอดเข้ามาในฐานะโจทก์ หรือฐานะจำเลยก็ได้  ทั้งนี้แล้วแต่เนื้อหาของคำร้องสอด  ถ้าเนื้อหาคำร้องสอดนั้นมีสภาพเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องสอดย่อมมีฐานะเป็นโจทก์ หากมีการร้องสอดเข้ามาอีกในขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณา เป็นฟ้องซ้อนได้ (ฎ. 5716/39)  และผู้ร้องสอดดังกล่าวก็ไม่สามารถฟ้องคู่ความเดิมในเรื่องเดียวกันนั้นได้อีก  เพราะเป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 1935/40) หรือกรณีกลับกันผู้ร้องสอดตามมาตรา  57(1)  จะร้องสอดเข้ามาในคดีในเรื่องเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องไว้แล้วไม่ได้ คำร้องสอดเป็นฟ้องซ้อนได้ (ฎ. 8995/42, 3129/24)
                แต่ถ้าร้องสอดเข้ามาในคดีตามมาตรา  57(3) ไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะเป็นการร้องเข้ามาตามหมายเรียกของศาล(ฎ.1337/19)
               โจทก์( ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อน) ได้ฟ้องแย้งเรื่องเดียวกันไว้  แต่ศาลไม่รับฟ้องแย้งอ้างว่าไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม โจทก์อุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่  เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 5773/39)   มีข้อสังเกตว่า ตามคำพิพากษาคดีนี้ได้หลักกฎหมายอีกว่าแม้คดีก่อนศาลยังไม่รับฟ้องก็เป็นฟ้องซ้อนได้ (  คดีอยู่ในระหว่างพิจารณานับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องแล้ว) 
              เคยยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว  ต่อมามีผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกอีก  ผู้ร้องคดีแรกได้มาร้องคัดค้านกับขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกอีก เป็นร้องซ้ำ (ฎ.2214/49)  แสดงว่าถ้าคดีแรกยังอยู่ระหว่างพิจารณา ก็จะเป็นร้องซ้อนได้
                ห้ามฟ้องเรื่องเดียวกัน  
เรื่องเดียวกัน หมายถึง   ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นอย่างเดียวกัน (  ถ้าเป็นคดีอาญาให้พิจารณาว่า เป็นการกระทำอันเดียวกัน หรือไม่ ) 
             ถ้าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแตกต่างกัน แม้คำขอจะเป็นอย่างเดียวกัน ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน  ไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 1091-2/37, 5441/45)
             ในคดีฟ้องขับไล่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่บริวาร ภายหลังมาฟ้องบริวารคนดังกล่าวเป็นคดีต่างหาก  ดังนี้การออกหมายบังคับคดีไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีต่อศาล  ฟ้องคดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 819/33)
              ค่าเสียหายหรือคำขอใดที่โจทก์สามารถเรียกร้องได้อยู่แล้วในคดีก่อน ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์จะมาฟ้องเรียกร้องเพิ่มเติมเป็นคดีใหม่ไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 471/41,4517/42)
              แม้ในคดีก่อนโจทก์จะได้กล่าวสงวนสิทธิว่าจะฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ก็ตาม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิพิเศษแต่อย่างใด (ฎ. 2427-8/20)
            โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหายทั้งสองคดี แม้จะอาศัยสัญญาเช่าคนละฉบับมาเป็นมูลฟ้อง ถ้าปรากฎว่าสัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีหลังมีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน โจทก์จึงสามารถอ้างเป็นเหตุในคดีก่อนได้อยู่แล้ว  ฟ้องโจทก์คดีหลังจึงเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อน  (ฎ. 7265/44)
               ข้อสังเกต  หลักที่ว่าค่าเสียหายที่โจทก์อาจเรียกร้องในคดีก่อนที่อยู่ในระหว่างพิจารณาได้อยู่แล้ว มาฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อน  ดังนี้ แม้ความเสียหายดังกล่าวเพิ่มปรากฏภายหลังฟ้องก็ตาม  โจทก์ก็ชอบที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมค่าเสียหายในภายหลังได้  ฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 1803/12)       เรื่องนี้มูลเหตุเรียกค่าเสียหายเกิดขึ้นก่อนฟ้องแล้ว เพียงแต่ความเสียหายปรากฏขึ้นในภายหลังฟ้องแล้ว โจทก์นำมาฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อน     แต่ถ้ามูลเหตุเรียกร้องค่าเสียหายเกิดขึ้นภายหลังฟ้องคดีเดิมแล้ว ดังนี้ฟ้องใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้อน เช่นคดีก่อนฟ้องอ้างเหตุว่าผิดสัญญา  ระหว่างพิจารณาสัญญาหมดอายุ  จึงฟ้องอีกได้โดยอ้างเหตุสัญญาระงับ (ฎ. 316/11) 
                ถ้าคดีแรกโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย  ส่วนคดีหลัง ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดตามข้อตกลงต่างหากจากสัญญาเช่า ไม่เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 2578/35)
            การฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากทายาทคนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์มรดกอย่างเดียวกันหรือต่างชนิดกัน  ถือว่าเป็นทรัพย์มรดกรายเดียวกัน ต้องฟ้องให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน มิฉะนั้นถือว่าเป็นฟ้องซ้อนได้ ซึ่งถือว่าเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีฟ้องขอแบ่งมรดกคดีก่อนที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล (ฎ. 121/06) 
                แต่ถ้าเป็นคดีที่ทายาทฟ้องทายาทอื่นหรือผู้จัดการมรดก  ซึ่งนำที่ดินไปโอนขายโดยไม่ชอบโดยนำที่ดินไปโอนขายโดยไม่ชอบโดยนำที่ดินไปโอนขายคนละคราวกัน  จึงฟ้องขอให้เพิกถอน  มูลเหตุในการฟ้องจึงเกิดขึ้นคนละคราวกัน  แม้จะมีคำขอให้แบ่งมรดกแก่ทายาทด้วย ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน  (ฎ. 6344/40, 175/41)
                ทายาทฟ้องเรียกทรัพย์มรดกต่างชนิดกันจากบุคคลภายนอกคนเดียวกันหลายครั้งได้เพราะเป็นการใช้สิทธิเอาคืนทรัพย์มรดกจากผู้ไม่มีสิทธิยึด ไม่ใช่การฟ้องแบ่งมรดก  จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 11/05)
                ฟ้องขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีหนึ่งแล้ว ฟ้องแบ่งสินสมรสอีกไม่ได้  เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 5210/40)
                คดีก่อนจำเลยฟ้องหย่าโจทก์  คดีหลังจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งสินสมรส  จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นอีกไม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 3786/46)
             ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้อง  และมีคำขอส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ.มาตรา  43  ถือว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทนผู้เสียหายด้วย  ถ้าคดีอาญาอยู่ในระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายจะฟ้องให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเป็นคดีแพ่งอีกไม่ได้  เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อน  ทั้งนี้ไม่ว่าในคดีอาญาผู้เสียหายจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย  หรือไม่ก็ตาม  (ฎ. 1330/33, 1984/36)
           ข้อสังเกต ในคดีอาญา พนักงานอัยการขอให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกแต่ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยด้วย   ผู้เสียหายจึงฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินที่ยักยอกและดอกเบี้ยด้วย  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้อนทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย   แต่ต่อมามีคำพิพากษาฎีกาที่ 12414/47 ป.  วินิจฉัยว่ากรณีเช่นนี้ เป็นฟ้องซ้อนเฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อน
                คำขอที่ให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ในคดีอาญา ถือเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่มีมูลหนี้หนี้ละเมิดเนื่องจากการกระทำผิดอาญานั้นเอง  ดังนั้น การที่ผู้เสียหายมาฟ้องเป็นคดีแพ่งให้บังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายอีก  โดยอ้างเหตุการณ์กระทำผิดในทางอาญา( มูลหนี้ละเมิด ) จึงเป็นฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก  เป็นฟ้องซ้อน  (ฎ. 7283/41, 72/38)
                ในบางกรณีการฟ้องร้องจะอ้างอิงสัญญาฉบับเดียวกัน แต่เป็นหนี้คนละจำนวน โดยหนี้ที่ฟ้องในคดีหลังยังไม่ถึงกำหนดชำระในเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีแรก  มูลเหตุที่ฟ้องจึงเกิดคนละคราวกัน  มิใช่ฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อน   เช่นคดีก่อนฟ้องเรียกราคาสินค้าตามสัญญาซื้อขายงวดที่  1 ถึง  8   ส่วนคดีนี้ฟ้องเรียกราคาสินค้างวดที่ต้องผ่อนชำระงวดที่  9 ถึง 12  ฟ้องคดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎ. 5867/44)
                เช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ในมูลหนี้ใดมูลหนี้หนึ่ง  เมื่อธนาคารตามเช็คปฎิเสธการจ่ายเงิน มูลหนี้เดิมยังไม่ระงับ( ป.พ.พ.มาตรา  321 วรรคสาม)  ดังนี้ เจ้าหนี้จึงอาจฟ้องเรียกให้ลูกหนี้รับผิดตามมูลหนี้เดิมหรือมูลหนี้ ตามเช็คก็ได้   และเมื่อเจ้าหนี้เลือกฟ้องมูลหนี้ใดแล้วภายหลังอาจฟ้องให้ลูกหนี้รับผิดอีกมูลหนี้ก็ได้   ถือว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแตกต่างกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อน  (ฎ. 7738/47, 6366/47)
                ในคดีที่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรา  173 วรรคสอง(1)  แห่ง ป.วิ.พ.แล้ว แม้ต่อมาโจทก์จะถอนฟ้องคดีเดิมแล้ว  ก็ไม่ทำให้คำฟ้องซ้อนชอบด้วยกฎหมายขึ้นมา  (ฎ. 1799/30, 1429/36)   แม้ในคดีเดิมศาลจะจำหน่ายคดีไปก่อนที่คดีหลังจะพิพากษาคดีก็ตาม ก็ไม่ทำให้ฟ้องคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมา (ฎ. 972/32)
                ฟ้องซ้อนอาจเป็นฟ้องต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นก็ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติ มาตรา  173 วรรคสอง (1) (ฎ. 3160/36)   

https://groups.google.com/forum/#!topic/lawsiam/C7xP935P0H0

ฟ้องซ้อน “บุคคลไม่ควรถูกพิจารณาในมูลคดีเดียวกัน 2 ครั้ง”

ฟ้องซ้อน

        คำว่า “ฟ้องซ้อน” มิ ได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่เป็นคำที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในหมู่นักกฎหมาย ซึ่งหมายถึงการห้ามไม่ให้โจทก์ซึ่งได้ยื่นคำฟ้องไว้แล้ว และคดีนั้นยังอยู่ในระหว่างพิจารณาฟ้องคดีเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอีก ไม่ว่าศาลที่ฟ้องใหม่นี้จะเป็นศาลเดียวกับที่ตนเคยฟ้องคดีแรกไว้แล้ว หรือจะเป็นศาลอื่นที่ตนมิได้ฟ้องคดีแรกไว้ก็ตาม
         ที่ กม.ห้ามฟ้องซ้อนก็เพราะตามหลักที่ว่า “บุคคลไม่ควรถูกพิจารณาในมูลคดีเดียวกัน 2 ครั้ง”
        บทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามฟ้องคดีดังกล่าว ซึ่งต่อไปจะขอใช้คำว่า “ฟ้องซ้อน” คือ มาตรา 173 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
        มาตรา 173 บัญญัติว่า “…นับแต่เวลาที่ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้
        (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น…”
        ข้อที่ควรทำความเข้าใจตามมาตรา 173 นี้มีดังนี้
        1. คำว่า “คำฟ้อง” หมายถึง “คำฟ้อง” ตามวิเคราะห์ศัพท์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ฉะนั้น “คำฟ้อง” จึงหมายถึงคำร้องขอ เช่น คำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน คำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และหมายถึงฟ้องแย้งด้วย ดังนั้นคำว่า “โจทก์” ในมาตรา 173 (1) จึงหมายความรวมถึง ผู้ร้องขอ และจำเลยผู้ฟ้องแย้งด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 1673/2517 วินิจฉัย ว่าจำเลยเคยฟ้องโจทก์ฐานละเมิด คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์ฟ้องว่าจำเลยแกล้งฟ้องโจทก์จึงเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดฐานะละเมิดเช่นคดีก่อน เพียงแต่เรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม ดังนี้ฟ้องแย้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1))
        คำฟ้อง ตามมาตรา 172 ซึ่งบัญญัติว่า “ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 57 ให้โจทก์เสนอข้อหาของตนโดยทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น
คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น
ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18”
การบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญคือ
1. คำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ ( ม.172 ว.)
2.คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัด ( ม.172 ว.2 ) มี  3 อย่างคือ
   1)สภาพ แห่งข้อหา ที่ต้องกล่าวมาในฟ้องเป็นส่วนที่โจทก์แสดงให้เห็นถึงสิทธิหรือหน้าที่ตาม กฎหมายแพ่งที่โจทก์มีอยู่ อันเป็นฐานในการที่จะกล่าวอ้างว่าจำเลยได้กระทำการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ นั้นอย่างไร ตัวอย่างเช่น ผิดตาม สัญญา, ละเมิด, ลาภมิควรได้, ฯลฯ ( การโต้แย้งสิทธิตาม มาตรา 55 )
   2)ข้อ อ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา เป็นส่วนที่แสดงถึงการกระทำที่เป็นมูลให้จำเลยต้องรับผิดหรือเป็นการโต้แย้ง สิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง อันเป็นสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในตอนต้น
   3)คำ ขอบังคับ เป็นส่วนที่ระบุไว้ในท้ายฟ้องซึ่งแยกต่างหากจากแบบพิมพ์คำฟ้องที่อยู่ตอนต้น ซึ่งคำข้อท้ายฟ้องต้องสอดคล้องกับสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลัก แห่งข้อหา เพื่อแสดงความประสงค์ของโจทก์ที่จะขอให้ศาลพิพากษาบังคับแก่จำเลยเช่น ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือส่งมอบทรัพย์สิน เป็นต้น
3. การสั่งฟ้อง (ม.172 ว.3 ) ศาลจะสั่ง 3 กรณี คือ
   1) ให้รับไว้
   2) ให้ยกเสีย = “มีคำสั่งไม่รับ” ให้ยกฟ้องโจทก์ ผลคือเท่ากับไม่เคยมีคดีเกิดขึ้นเลย
   3) ให้คืนไป = กรณีนี้อยู่ในดุลยพินิจของศาลตาม ม.18 ถ้าเห็นว่าอ่านไม่ออก อ่านไม่เข้าใจหรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไป หรือไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่างๆตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาล ( ม.18 ว.สอง = 2 อ่าน 1 เขียน 3 ไม่ 1 มี )
        2. ถ้อยคำที่ว่า “คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา” มิได้หมายความว่า คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น แต่หมายความว่า “คดียังไม่ถึงที่สุด” เช่น คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว แต่คู่ความยังอุทธรณ์อยู่ หรือคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว แต่คู่ความยังฎีกาอยู่ ก็ถือว่า คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาทั้งสิ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 466/2503 โจทก์ ฟ้องขับไล่จำเลยว่าผิดสัญญาเช่า คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์มาฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายและเงินที่โจทก์จ่ายทดรองไปในการปลูกสร้าง อาคารตามสัญญาฉบับเดียวกัน เป็นการเรียกค่าเสียหายสืบเนื่องจากเหตุที่จำเลยไม่ส่งมอบสถานที่เช่าคืน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1))
        3. คำว่า “โจทก์” ตามมาตรา 173 (1) นอก จากจะหมายถึงโจทก์คนเดียวกับโจทก์ในคดีเดิมแล้ว ยังหมายถึงผู้ที่มีอำนาจทำการแทนโจทก์คนเดิมด้วย เช่น ตัวแทน เจ้าของรวม ผู้จัดการมรดก และทายาท เป็นต้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 966/2518 วินิจฉัย ว่า เจ้าของรวมคนหนึ่งให้จำเลยเช่าที่ดินและฟ้องขับไล่ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งมาฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินนั้นอีก เป็นฟ้องซ้อน คำพิพากษาฎีกาที่ 2588/2523 ผู้จัดการมรดกฟ้องขับ ไล่จำเลยออกจากที่พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดก คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ทายาทของเจ้ามรดกได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินแปลงเดียวกันนั้นอีก ถือว่าผู้จัดการมรดกฟ้องในฐานะตัวแทนของทายาท และเป็นเรื่องเดียวกัน มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกัน ต้องห้ามตามมาตรา 173 (1))
        4. ถ้อยคำที่ว่า “คำฟ้องเรื่องเดียวกัน” มีความหมายดังนี้
        (1) สภาพแห่งข้อหาของคำฟ้องทั้งสองต้องเป็นอย่างเดียวกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 3019/2517 วินิจฉัยว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอแบ่งห้องพิพาทอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนกัน คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่ายอมให้จำเลยที่ 2 เข้า อยู่ในห้องพิพาทเป็นเหตุให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ดังนี้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) เพราะ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับของสองคดีต่างกัน และคดีหลังมูลคดีเกิดหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน จึงมิใช่ฟ้องเรื่องเดียวกัน คำพิพากษาฎีกาที่ 365/2519 คดี แรกโจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมทำการโอนที่พิพาทเป็นของจำเลย คดีหลังโจทก์คนเดียวกันนั้นฟ้องจำเลยว่า หลังจากฟ้องคดีแรกแล้ว โจทก์จำเลยทำยอมความกัน โดยจำเลยยอมโอนที่พิพาทให้โจทก์ และโจทก์ยกหนี้และถอนฟ้องให้แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จึงฟ้องขอให้จำเลยโอนที่พิพาทให้ ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสองคดีต่างกัน)
        (2) กรณีเป็นเรื่องที่ควรจะฟ้องในคดีเดิมหรือควรแก้ไขคำฟ้องคดีเดิมได้ แต่กลับมาฟ้องเป็นคดีใหม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 466/2503 วินิจฉัย ว่า เคยฟ้องขับไล่จำเลยว่าผิดสัญญาเช่า คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่เรียกค่าเสียหายและเงินที่โจทก์จ่ายทดรองไปในการปลูก สร้างอาคารตามสัญญาฉบับเดียวกันนี้ เป็นการเรียกค่าเสียหายสืบเนื่องมาจากเหตุที่จำเลยไม่ส่งมอบสถานที่เช่าคืน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) คำพิพากษาฎีกาที่ 1803/2512 ฟ้อง เรียกค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง ต่อมาระหว่างพิจารณาคดี ปรากฏว่าค่าเสียหายมากกว่าเดิม ต้องแก้ไขฟ้อง จะมาฟ้องเรียกค่าเสียหายที่มากกว่าเป็นคดีใหม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) คำพิพากษาฎีกาที่ 56 – 57/2519 จำเลย ผิดสัญญาแลกเปลี่ยนรถยนต์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายระหว่างพิจารณา โจทก์ฟ้องเรียกราคารถยนต์ เป็นเรื่องโจทก์ควรเรียกราคารถยนต์ในคดีแรกได้อยู่แล้ว จึงเป็นฟ้องซ้อนและศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 2879/2525 เดิม โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเช่าหรือค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ไม่ได้ใช้ที่ดิน เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีเดิมได้อยู่แล้ว จึงเป็นฟ้องซ้อน)
        (3) จำเลยในคดีเดิมและจำเลยในคดีใหม่จะต้องเป็นจำเลยคนเดียวกัน ถ้าเป็นจำเลยต่างคนกันแล้วไม่เป็นฟ้องซ้อน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1337/2519 วินิจฉัยว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ขอแบ่งมรดก คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอแบ่งมรดกอีก และจำเลยที่ 2 เข้ามาในคดีเพราะศาลเรียกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน คำพิพากษาฎีกาที่ 1162/2520 คดีเดิม จำเลยที่ 2 มิได้ถูกฟ้องด้วย จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน)
        (4) มูลฟ้องคดีเดิมและมูลฟ้องคดีหลัง ต้องเป็นมูลเดียวกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 11/2505 วินิจฉัย ว่า ฟ้องเรียกที่ดินมรดกแปลงหนึ่งจากภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ต่อมาฟ้องเรียกที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่งไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) เพราะเป็นการเรียกทรัพย์จากผู้ไม่มีอำนาจยึดถือไว้และเป็นที่ดินต่างแปลงกับคดีก่อน
คำพิพากษาฎีกาที่ 316/2511 เดิม ฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายอ้างว่าผิดสัญญาเช่า เพราะจำเลยให้เช่าช่วงและทำให้อาคารของโจทก์เสียหาย ระหว่างพิจารณา สัญญาเช่าหมดอายุ โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายอ้างว่า สัญญาเช่าระงับแล้ว ดังนี้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) เพราะมูลฟ้องคดีหลังเกิดขึ้นหลังจากฟ้องคดีเดิมแล้ว มิใช่เรื่องเดียวกับคดีเดิม
คำพิพากษาฎีกาที่ 331/2516 คดี ก่อนฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรมที่นา แต่จำเลยขอรับมรดกที่นานั้น จึงขอให้เพิกถอน คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จะเข้าทำนานั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นของโจทก์ จำเลยไม่ยอมให้ทำ จึงเรียกค่าเสียหาย ดังนี้คดีหลังมิใช่เรื่องเดียวกับฟ้องคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ 646/2522 คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เข้าทำนาของโจทก์ใน พ.ศ.2519 ระหว่างพิจารณาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และพวกว่าเข้าทำนาใน พ.ศ. 2520 เป็นการละเมิดคนละคราวถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) แต่มีคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยไปอีกทางหนึ่งคือ
คำพิพากษาฎีกาที่ 121/2506 และคำพิพากษาฎีกาที่ 1461/2515 กล่าวคือ คำพิพากษาฎีกาที่ 121/2506 วินิจฉัย ว่า ฟ้องขอแบ่งที่นา อ้างว่าเป็นมรดก ซึ่งปกครองร่วมกันมากับจำเลย จำเลยต่อสู่ว่าเคยทำยอมความในเรื่องทรัพย์มรดกรายนี้แล้ว คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์มาฟ้องขอแบ่งที่นารายนี้อีก แต่อ้างสิทธิตามสัญญายอมความ ดังนี้ คดีหลังต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) และคำพิพากษาฎีกาที่ 1461/2515 วินิจฉัย ว่าฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกของโจทก์ จำเลยสู่ว่าตึกเป็นของจำเลย เพราะจำเลยปลูกตึกในที่ดินของโจทก์และยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ ศาลฟังว่าตึกเป็นของโจทก์แต่ยังไม่ครบกำหนดอายุสัญญาเช่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงพิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องขับไล่ จำเลยจากตึกนั้นอีก อ้างว่าสัญญาเช่าระงับแล้ว จำเลยต่อสู้ว่าตึกเป็นของจำเลย เป็นฟ้องซ้อน
        5. ที่ จะเป็นฟ้องซ้อน จะต้องเคยเป็นโจทก์ (รวมทั้งผู้ร้องขอและจำเลยผู้ฟ้องแย้ง) ในคดีเดิม และมาเป็นโจทก์ (รวมทั้งผู้ร้องขอและจำเลยผู้ฟ้องแย้ง) ในคดีใหม่ ถ้าเป็นเพียงผู้คัดค้านหรือเป็นเพียงจำเลยซึ่งมิได้ฟ้องแย้งในคดีเดิมหรือใน คดีใหม่ ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ 640/2515 วินิจฉัย ว่าคดีก่อน มารดาของผู้คัดค้านร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องคัดค้าน คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกรายเดียวกันนั้น ดังนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะผู้ร้องมิได้เคยเป็นผู้ร้องขอให้ตั้งผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในคดี ก่อน ถ้าโจทก์มิได้ฟ้องบุคคลใน แต่บุคคลนั้นร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยเอง หรือถูกศาลหมายเรียกให้เข้ามาเป็นจำเลย จะถือว่าโจทก์ฟ้องผู้นั้นมิได้ ทั้งนี้ตามนับคำพิพากษาฎีกาที่ 1337/2519 ที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อเรื่องจำเลยในคดีเดิมและจำเลยในคดีใหม่ต้องเป็นจำเลยคนเดียวกัน
        6.มี ข้อน่าสังเกตว่า คดีที่ได้ฟ้องและถอนฟ้องแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ แต่ถ้าจำเลยยังอุทธรณ์อยู่ ก็ต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา หากโจทก์ผู้ถอนฟ้องมาฟ้องจำเลยคนเดียวกัน ในเรื่องเดียวกันนั้นอีก ก็เป็นฟ้องซ้อน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1068/2517 วินิจฉัย ว่า ฟ้องเรียกค่าซื้อของและถอนฟ้องไป ศาลอนุญาต แต่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ถอนฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์มาฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกันนั้นอีก เป็นฟ้องซ้อน)
        เรื่องฟ้องซ้อนมิใช่จะใช้แต่เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ยังนำไปใช้ในคดีอาญาได้ด้วย โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 (คำพิพากษาฎีกาที่ 328/2494 วินิจฉัย ว่า ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการฟ้องจำเลยในความผิดฐานหนึ่งแล้ว จะเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องการกระทำของจำเลยอันเดียวอีกมิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
คำพิพากษาฎีกาที่ 298 – 299/2510 บริษัท โจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้ว่าคดีในข้อหาว่าเรียนเครื่องหมายการค้า ต่อมาบริษัทโจทก์ฟ้องจำเลยคนเดียวกันนั้นในข้อหาเดียวกันอีก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
คำพิพากษาฎีกาที่ 2429/2521 ฟ้อง คดีอาญาต่อศาลอาญา ศาลอาญาไม่รับฟ้องเพราะความผิดเกิดในเขตศาลจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างอุทธรณ์โจทก์ฟ้องคดีนั้นต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
        หลัก เกณฑ์ดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางที่จะวินิจฉัยว่า คดีใดเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เพราะปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเกิดขึ้นได้เสมอในการดำเนินคดี และเป็นเรื่องที่กฎหมายห้ามเป็นเด็ดขาดมิให้ฟ้องซ้อน ฉะนั้น ผู้ที่ได้เป็นโจทก์ฟ้องคดีไว้แล้ว หากคดีนั้นยังไม่ถึงที่สุดก่อนจะฟ้องจำเลยคนเดียวกันในเรื่องเดียวกันนั้น อีกน่าจะพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า จะฟ้องได้หรือไม่ มิฉะนั้นจะเสียทั้งเวลาและเสียทั้งเงินโดยเปล่าประโยชน์

ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน

ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน
๑.ฟ้องซ้อน (มาตรา ๑๗๓)
เมื่อได้ยื่นฟ้องและศาลรับฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลแล้ว ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นซึ่งอาจเป็นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ (มาตรา ๑๗๓(๑)) แม้ว่าภายหลังคดีเดิมจะหมดไป ก็ไม่ทำให้คดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎีกาที่ ๓๓๔๖/๒๕๓๕) ศาลจะพิพากษายกฟ้องสำหรับคำฟ้องที่ยื่นครั้งหลังนี้
                ๑.๑หลักเกณฑ์ฟ้องซ้อน มีดังนี้
                                ๑.๑.๑ ห้ามเฉพาะโจทก์เท่านั้นมิให้ฟ้องซ้อน – ถ้ามีผู้อื่นใช้สิทธิของโจทก์ในการฟ้องคดีอยู่แล้ว โจทก์ก็จะมาฟ้องอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน เช่น กรณีเจ้าของร่วม อัยการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗๙/๒๕๒๕ – จำเลยสามารถฟ้องคดีใหม่ได้ แม้คดีเดิมยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ไม่เป็นการฟ้องซ้อน เพราะมิได้เป็นโจทก์ในคดีเดิม และมิใช่การฟ้องซ้ำ เพราะคดียังไม่สิ้นสุด
                                ๑.๑.๒ คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีก่อนและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน – หากคู่ความต่างกันหรือผลัดกันเป็นโจทก์หรือจำเลยก็ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙๙/๒๕๓๐ - ถ้าเป็นคู่ความเดียวกัน แม้จะถอนฟ้องคดีเดิมหลังจากฟ้องคดีใหม่ก็ไม่ทำให้มีสิทธิฟ้องใหม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๖/๒๕๑๘ – การฟ้องของเจ้าของรวมคนหนึ่ง ถือเป็นการฟ้องคดีแทนเจ้าของรวมทั้งหมด
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘๘/๒๕๒๓ – ผู้จัดการมรดกเป็นตัวแทนทายาทฟ้องคดีไว้แล้ว ทายาทจะฟ้องอีกไม่ได้
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๔/๒๕๔๓ – ถ้าผู้จัดการมรดกยังไม่ฟ้องคดี ทายาทย่อมฟ้องคดีได้เอง
                                ๑.๑.๓ การฟ้องคดีทั้งสองนั้นจะต้องเป็นการฟ้องเกี่ยวกับประเด็นอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวกับทรัพย์สินรายเดียวกัน
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๖/๒๕๑๑ – โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายด้วยเหตุผิดสัญญาเช่า ต่อมาสัญญาเช่าหมดอายุ โจทก์จึงฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายด้วยเหตุสัญญาเช่าระงับ เช่นนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะไม่ใช่เกิดจากมูลคดีเดียวกัน
► กรณีโจทก์เรียกทรัพย์คนละอย่างกันซึ่งสามารถเรียกได้ในฟ้องเดิมเนื่องจากเป็นเรื่องสืบเนื่องจากคดีเดิม หากมาฟ้องใหม่ถือเป็นฟ้องซ้อน
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖-๕๗/๒๕๑๙ – การฟ้องเรียกคืนค่ารถยนต์เพราะถูกบุคคลอื่นยึดรถไป สามารถเรียกรวมไปในฟ้องผิดสัญญาแลกเปลี่ยนรถยนต์ได้อยู่แล้ว โจทก์นำมาฟ้องใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘๖/๒๕๔๖ – จำเลยเคยฟ้องหย่าโจทก์ในคดีก่อน ต่อมาโจทก์มาฟ้องหย่าจำเลยในคดีนี้ จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรส ไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะฟ้องหย่าและฟ้องขอแบ่งสินสมรสจำต้องทำพร้อมกัน
                ๑.๑.๔ คดีแรกต้องอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นไหน – อาจเป็นศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลเดียวกันหรือต่างศาลกันก็ได้ หรือคดีอาจอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๗๓/๒๕๓๙ – กรณีการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของศาลชั้นต้น และการฟ้องคดีใหม่เป็นเรื่องเดียวกับฟ้องแย้ง ถือเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องแย้ง
๒.ฟ้องซ้ำ (มาตรา ๑๔๘)
การฟ้องซ้ำมีขึ้นเพื่อมิให้คู่ความคือ เป็นโจทก์และเป็นจำเลยในคดีเดียวกันนำเรื่องที่เคยพิพาทกันนั้นมาฟ้องร้องกันอีกไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ฟ้อง เพราะจะทำให้เสียเวลาแก่คู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและต่อศาลเพราะมีคดีอยู่ในศาลมากมายโดยไม่จำเป็น
                ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับฟ้องซ้ำ มีดังนี้
                ๒.๑ หลักเกณฑ์ฟ้องซ้ำ มีดังนี้
๒.๑.๑ คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว – (มาตรา ๑๔๗) มี ๓ กรณี คือ
                                                ๒.๑.๑.๑ มีกฎหมายบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด หรือบัญญัติว่าห้ามอุทธรณ์ฎีกาต่อไป – คำพิพากษาจะถึงที่สุด ตั้งแต่วันที่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
                                                ๒.๑.๑.๒ ถ้าคำพิพากษานั้นไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา หรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ย่อมถึงที่สุด – คำพิพากษาจะถึงที่สุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่จะอุทธรณ์ หรือฎีกา หรือจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ หากจะนำมายื่นฟ้องใหม่ จะกลายเป็นฟ้องซ้ำ
                                                ๒.๑.๑.๓ ถ้ามีอุทธรณ์หรือฎีกาหรือีคำขอให้พิจารณาใหม่ – และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา หรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้นใหม่ มีคำสั่งจำหน่ายคดี กรณีนี้คดีจะถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ศาลสั่งจำหน่ายคดี
                                ๒.๑.๒ คู่ความทั้งสองเป็นคู่ความรายเดียวกัน – แม้จะเปลี่ยนฐานะเป็นโจทก์จำเลย คือเป็นคู่ความกลับกัน ก็ต้องถือว่าเป็นคู่ความเดิมนั่นเอง แต่หากเป็นกรณีจำเลยร่วมฟ้องจำเลยร่วมอีกคนหนึ่งด้วยกันเอง ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๔๖/๒๕๔๕ – ฟ้องซ้ำเป็นเรื่องที่ห้ามมิให้โจทก์จำเลยซึ่งฟ้องร้องกันและศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วกลับมารื้อร้องฟ้องกันอีก ข้ออ้างของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องรายเดียวกับที่โจทก์และจำเลยถูก ส ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกัน ถือว่าไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๒/๒๕๑๐ – คดีแรกจำเลยฟ้องขับไล่บิดาโจทก์กับบริวารออกจากที่พิพาทโดยอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คดีที่สองโจทก์ซึ่งเป็นบริวารของจำเลยกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์ในที่ดินพิพาทนั้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคู่ความในคดีทั้งสองมิใช่เป็นคู่ความเดียวกัน
                                ๒.๑.๓ รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน – ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว หากว่าศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี โจทก์มีสิทธิฟ้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ คดีที่ยังไม่วินิจฉัยชี้ขาด เช่น คำสั่งจำหน่ายคดี คำสั่งไม่รับฟ้อง คำสั่งยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุม เป็นต้น
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๕/๒๕๑๑ – กรณีศาลวินิจฉัยประเด็นในฟ้องซึ่งไม่มีอำนาจวินิจฉัย เป็นการวินิจฉัยเกินเลยไป ยังไม่ถือว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นอื่น โจทก์จะนำประเด็นนั้นมาฟ้องอีกได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๓/๒๕๓๕ – ยกฟ้องเพราะเหตุพยานหลักฐานเกี่ยวกับอำนาจฟ้องไม่พอรับฟัง ไม่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี หากจะฟ้องใหม่ไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำ
► เหตุแห่งการวินิจฉัยต้องเป็นเหตุอย่างเดียวกัน ถ้าคนละเหตุหรือมูลคดีต่างกัน ไม่ต้องห้ามตามมาตรานี้
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๔/๒๕๓๖ – เดิมโจทก์ฟ้องชำระหนี้ตามสัญญากู้แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ต่อมาโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพราะเหตุจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามสัญญา ถือเป็นฟ้องซ้ำ เพราะหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพียงแต่เป็นหลักฐานยืนยันว่าจะชำระหนี้เงินกู้ ไม่ใช่การสร้างหนี้ใหม่ แต่เป็นการทำหลักฐานเพื่อยืนยันว่าจะชำระหนี้เดิมเท่านั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๔/๒๔๙๐ – การที่ศาลงดสืบพยาน เพราะโจทก์ขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร จนศาลยกฟ้องโจทก์ โจทก์จะยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่อีกไม่ได้ ถือเป็นฟ้องซ้ำ
                ๒.๒ ข้อยกเว้นที่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
                                ๒.๒.๑ การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล – กระบวนพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีในการบังคับคดี ซึ่งอาจซ้ำกับการพิจารณาคดีตอนแรก ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ
                                ๒.๒.๒ ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวไว้ให้เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ – เช่น การกำหนดค่าเสียหายเกี่ยวกับละเมิด หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกรณีบิดามารดาหย่าร้างกัน ค่าเลี้ยงชีพ เป็นต้น


                                ๒.๒.๓ ในกรณีที่ศาลยกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ยื่นฟ้องใหม่ – แม้ผลจากการสืบพยานได้ความว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง แต่โจทก์ฟ้องผิดมาตรา หรือขอท้ายฟ้องไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้บังคับตามท้ายฟ้องไม่ได้ ศาลจะพิพากษายกฟ้องไปแต่เพียงอย่างเดียวโดยจะไม่พิพากษาต่อไปว่าตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่


อ้างอิง : จักรพงษ์ เล็กสกุลไชย,คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง,พิมพ์ครั้งที่  ๑๒,(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติธรรม,๒๕๕๖)
หมายเหตุ : บทความนี้ เป็นเพียงเนื้อหาสรุปที่ทำขึ้นเอง มิได้มีความเกี่ยวข้องกับทางมหาวิทยาลัย หน่วยงาน หรือสำนักพิมพ์ใดๆ
โพสต์เมื่อ โดย
http://mylawstory.blogspot.com/2013/09/blog-post_22.html 

ฟ้องซ้อน หลักการและคดีตัวอย่าง

ฟ้องซ้อน
       หลักกฎหมาย ป.วิ.พ. มาตรา 173 บัญญัติว่า นับแต่เวลาที่ได้ยื่นฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น
       1. หลักกฎหมายเรื่องฟ้องซ้อนนั้นเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
       2. จะเป็นฟ้องซ้อนได้จะต้องมีคำฟ้อง 2 คำฟ้อง โดยคำฟ้องแรกอยู่ระหว่างพิจารณาจากนั้นโจทก์ก็เสนอคำฟ้องเข้ามาอีก คำฟ้องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้น
         2.1 การจะเป็นคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง จะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างน้อยประกอบด้วย ประการแรก จะต้องมีสภาพแห่งข้อหา ประการต่อมา ต้องมีคำขอบังคับ
         2.2 ตัวคำฟ้องอาจจะอยู่ในรูปของคำฟ้องแท้ๆ หรืออาจจะรูปที่เรียกชื่ออย่างอื่น เช่น คำร้องขอ หรือฟ้องแย้ง หรือคำร้องสอด หรือคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ หรือคำร้องขัดทรัพย์ก็ได้

ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 7603/2548
ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3), 144, 173, 248
      คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้ พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะ เวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว
       คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณา ใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) มิใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน

คำพิพากษาฎีกาที่ 2807/2550
ป.วิ.พ. มาตรา 173
      คำว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง นั้น หมายความว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาในคดีก่อนของศาลชั้นต้นโดยโต้ แย้งเรื่องศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แต่เมื่อคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ถือว่าคดีอยู่ใน ระหว่างพิจารณา จำเลยจึงไม่อาจนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกได้ ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1)

คำพิพากษาฎีกาที่ 2214/2549
ป.พ.พ. มาตรา 1713
ป.วิ.พ. มาตรา 173, 249
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91
      คดีก่อนผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้อีกขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านกับขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกด้วย คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเป็นการร้องซ้อนกับคำร้องขอที่ตนได้ยื่นไว้แล้ว ต้องห้ามมิให้ผู้คัดค้านร้องขอในเรื่องเดียวกันอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ส่วนคำร้องขอของผู้ร้องนั้น เมื่อมรดกรายนี้มีคำสั่งถึงที่สุดตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกรายนี้อีก เนื่องจากเหตุจะสั่งถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ไม่ใช่ประเด็นคดีนี้ ผู้ร้องชอบที่จะร้องขอให้เพิกถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ ตายเสียก่อน คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ตั้งผู้จัดการมรดกรายเดียวกันนี้อีกจึงไม่ชอบ

คำพิพากษาฎีกาที่ 694/2549
ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14
      การฟ้องคดีล้มละลายมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อบังคับเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไป ชำระแก่เจ้าหนี้ดังเช่นคดีแพ่งทั่วไป แต่เป็นการฟ้องเพื่อจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ดังนี้ การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ศาลก็ต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 14 เช่นเดียวกับการพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในคดีหมายเลขดำที่ 556/2547 สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับก็เป็นอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ในขณะที่คดีหมายเลขดำที่ 556/2547 อยู่ในระหว่างการพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

     3. ฟ้องซ้อนคืออะไร ตาม ป.วิ.พ.ไม่ได้มีบทวิเคราะห์ศัพย์ไว้ แต่มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติไว้เพียงว่านับแต่เวลายื่นฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณา และทำให้เกิดผลคือ ห้ามโจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น
     4. เรื่องฟ้องซ้อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 นั้น เป็นกรณีห้ามโจทก์คนเดิมฟ้องจำเลยเดิมเท่านั้นแต่มิได้ห้ามจำเลยมาฟ้องโจทก์ ดังนั้น จำเลยในคดีเดิมกลับมาฟ้องโจทก์ในคดีเดิมและเรื่องเดิมนั้นเองจะไม่เป็นฟ้อง ซ้อน (ฎีกา 3847/2535, 2579/2525, 817/2519)
     5. การที่ฟ้องซ้อนห้ามโจทก์ฟ้องเช่นนี้ ประเด็นปัญหาจึงมีว่า โจทก์ ตามมาตรา 173 หมายถึงผู้ใดบ้าง
        5.1 โจทก์หมายถึงเจ้าของรวม

ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 966/2518
ป.พ.พ. มาตรา 302, 1356, 1359
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 173 (1)
      โจทก์กับ ส.ท.ภ. และ ล. มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวจาก ส.ครบกำหนดแล้วส. ฟ้องขับไล่จำเลยดังนี้ เป็นเรื่องที่ ส. เจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์เรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนจาก จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356,1359 ประกอบด้วยมาตรา 302 กล่าวคือเจ้าของรวมแต่ละคนมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์คืนโดยไม่จำต้องให้เจ้าของ รวมทุกคนร่วมกันฟ้อง และจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของรวมหมดทุกคน จึงเท่ากับเป็นการฟ้องคดีแทนเมื่อ ส. ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่าแล้วและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์มาฟ้องขับ ไล่จำเลยออกจากที่ดินเช่นเดียวกับคดีที่ ส. ฟ้องนั้นอีกจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนนี้ จำเลยมิได้ฎีกา แต่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเอง)

คำพิพากษาฎีกาที่ 484/2553
ป.พ.พ. มาตรา 1359
ป.วิ.พ. มาตรา 148, 173 (1) วรรคสอง
      เมื่อ ด. ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมยื่นคำคัคค้านเข้าไปในคดีแพ่งที่จำเลย ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของกองมรดกนั้นเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่ กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745 ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดิน พิพาทเป็นของจำเลยย่อมต้องผูกพันถึงโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของรวม การที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นเจ้าของโจทก์ทั้งห้ากับพวก เท่ากับขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งห้ากับพวกหรือ ของจำเลย ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่าง เดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และการที่ ด. ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินเป็นของกองมรดกและศาล ชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอื่นนั้น เป็นการที่ ด. ในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ย่อมมีอำนาจทำได้โดยลำพัง โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีแพ่งดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ของศาลชั้นต้นมูลฟ้องของโจทก์ทั้งห้าคดีนี้อาศัยข้ออ้างที่ว่าที่ดินพิพาท เป็นของกองมรดก คำฟ้องที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องขึ้นมาใหม่ในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งที่ ด. ฟ้องจำเลยเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

      5.2 โจทก์หมายถึงผู้จัดการมรดกกับทายาท
ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 2588/2523
ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1)
      คดีแรก อ.อ้างว่าเป็นผู้จัดการมรดกของฉ. ได้ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่เช่าซึ่งเป็นที่ดินมรดกศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เพราะไม่เชื่อว่าพินัยกรรมที่ อ.อ้างเป็นพินัยกรรมที่ฉ.ทำขึ้นอ. จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขณะคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ฉ. มาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่พิพาทอีก ที่ อ. ฟ้องคดีแรกนั้นถือได้ว่ากระทำไปในฐานะตัวแทนของทายาทของ ฉ. หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นตัวแทนของโจทก์นั่นเอง เพราะฉะนั้นฟ้องสองคดีนี้จึงเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 สามีของจำเลยที่ 1 ด้วยก็ไม่เป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์ กลับกลายเป็นฟ้องที่ไม่ต้องห้ามไปได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 3146/2533
ป.พ.พ. มาตรา 1724
ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง
     ท. ทายาทของเจ้ามรดกคนหนึ่งเคยฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทอีกคนหนึ่งมาฟ้องคดีนี้ขอให้ พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับเดียวกันนั้นเป็นโมฆะอีกเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏ ว่า ท. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกอันจะถือว่ากระทำในฐานะตัวแทนทายาททั้งหมดรวม ทั้งโจทก์ด้วยแล้วโจทก์ย่อมไม่ใช่โจทก์คนเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน.

      5.3 คำว่าโจทก์อาจจะหมายถึงผู้ร้องสอดก็ได้

ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3129/2524
ป.วิ.พ. มาตรา 55, 57, 173 (1)
     โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์แล้วผิดสัญญาไม่ชำระ ค่าเช่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้วขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดว่าผู้ร้องเป็นภรรยาของจำเลย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นสินสมรสผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง จำเลยนำไปขายฝากโดยผู้ร้องไม่ทราบ เมื่อผู้ร้องทราบได้ฟ้องจำเลยขอให้ลงชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดิน พิพาทคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ก่อนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจะหลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ผู้ร้องได้ขอไถ่การ ขายฝากแต่โจทก์ไม่ให้ไถ่ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์และจำเลยว่าสมคบกันไม่ยอมให้ผู้ร้องไถ่ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และที่จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์เป็นการฉ้อฉลโดยจำเลยมีเจตนาจะให้ผิดสัญญา เพื่อโจทก์จะได้ฟ้องขับไล่จำเลยกับบริวารคือผู้ร้อง จึงขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยเพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) คำร้องสอดของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นคู่ความฝ่าย ที่สาม เป็นปฏิปักษ์แก่ทั้งโจทก์และจำเลย หาใช่เข้ามาเพียงเป็นจำเลยต่อสู้คดีกับโจทก์โดยเฉพาะไม่ซึ่งถ้าศาลรับคำร้อง สอดไว้ โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยต่อศาลไว้ก่อน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา173(1)

คำพิพากษาฎีกาที่ 1337/2519
ป.พ.พ. มาตรา 850
ป.วิ.พ. มาตรา 173
     คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลขอแบ่งมรดก คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคนละคนกัน จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้ก็ด้วยการที่ศาลเรียกให้เข้ามาตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน
การที่ทายาทของผู้ตายรวมทั้งจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงของทายาทว่า ทายาททุกคนไม่ถือว่าจะต้องแบ่งทรัพย์กันตามพินัยกรรมแต่หากต่างตกลงแบ่งกัน ตามที่เห็นสมควรเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่าง ยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แต่ละฝ่ายจึงได้สิทธิตามที่ได้แสดงไว้ในสัญญานั้น และแม้ทรัพย์บางส่วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะเป็นสินสมรสส่วน ของจำเลยที่ 2 ก็ตาม ก็มิใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 ยกสินสมรสส่วนของตนให้ผู้อื่นจึงไม่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการ ยกให้

     5.4 โจทก์อาจหมายถึงพนักงานอัยการกับผู้เสียหาย
ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 12414/2547
ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1)
ป.วิ.อ. มาตรา 43
ป.วิ.พ. มาตรา 173 บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว… (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น… ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้นในเบื้องต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลัง ต้องเป็นโจทก์คนเดียวกัน รวมถึงบุคคลที่ไม่เคยยื่นฟ้องแต่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับโจทก์ เช่นเจ้าของรวมฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์รวม และคำว่าโจทก์รวมถึงคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งที่ เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เป็นต้น หลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งคือ เรื่องที่นำมาฟ้องในคดีหลังยังต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกด้วย
      พนักงานอัยการเคยฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผู้เสียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ไปแล้ว แต่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วย เนื่องจาก ป.วิ.อ. มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ย จึงเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า ในคดีแรกยังไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวนี้มาก่อน และไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องเรียกได้แล้วไม่เรียก การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกเงินต้นและดอกเบี้ยในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 คำฟ้องของโจทก์คดีนี้ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 6 จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2333-2336/2541 ของศาลอาญากรุงเทพใต้แต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยไม่เป็นฟ้องซ้อนด้วย
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2547)

คำพิพากษาฎีกาที่ 1577/2548
ป.วิ.พ. มาตรา 173
      คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้ม ครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะ ซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตาม สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบ ด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 977/2550
ป.วิ.พ. มาตรา 173, 180
     จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นฟ้องซ้อนเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง ของโจทก์ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงขอแก้ไขได้ก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
     คดีอาญาเรื่องก่อนพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกทรัพย์และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แม้จะถือว่าเป็นการขอแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แต่ก็เป็นกรณีที่เนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 นั้นอาจเป็นบ่อเกิดแห่งคดีที่จะใช้สิทธิเรียกร้องได้สองทางคือในมูลละเมิด และสัญญาจ้างแรงงาน แม้คำขอบังคับจะเป็นอย่างเดียวกันแต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามิได้ เป็นอย่างเดียวกัน และคำฟ้องของโจทก์กรณีผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำพิพากษาฎีกาที่ 279/2551
ป.วิ.พ. มาตรา 148, 173
    คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องคดีแทนผู้บริโภคทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ ทำสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินกับจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์ในคดีนี้มิใช่ลูกค้าหรือผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการของจำเลยทั้ง สอง จึงไม่ใช่ผู้บริโภคที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน ได้ฟ้องคดีแทน กรณีจึงไม่อาจถือว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ ด้วย ย่อมไม่ไช่คู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และ 173 วรรคสอง (1)
**************

    การฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 มีหลักเกณฑ์ต่อมาว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคำฟ้องที่ได้ยื่นไว้ก่อนหน้านั้น ดังนั้น องค์ประกอบต่อมาจึงมีว่า “เรื่องเดียวกัน” หมายถึง คำฟ้องเรื่องเดียวกันโดยแท้จริง หรือ เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากมูลกรณีเดียวกันกับมูลคดีเดิมก็ได้

ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5888/2552
ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1) วรรคสอง
       คำฟ้องคดีก่อนและคดีนี้โจทก์อ้างเหตุอย่างเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทให้จำเลยเพื่ออำพรางการกู้เงิน ต่อมาจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท ขอให้ทางราชการเพิกถอนใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของที่ตั้งโรงเรียนพิพาทของโจทก์ โดยในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทดัง กล่าว ส่วนคดีนี้แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้เพิกถอนสัญญาที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทอีก ก็ตาม แต่โจทก์อ้างเพิ่มเติมเข้ามาว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท แล้วเปิดการสอนโรงเรียนชื่อ “โรงเรียนอนุบาล บ.” โดยพลการ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินกิจการโรงเรียนพิพาทได้ตามปกติ ขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์จากการขาดรายได้ตามปกติ และค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

คำพิพากษาฎีกาที่ 972/2532
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1), 177
     โจทก์ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยบรรทุกสินค้าไปตกเขา จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ฐานประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงเนื่องจาก โจทก์ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสีย หาย โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางศาลจังหวัดนครสวรรค์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2531 เรียกค่าเสียหายที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลนัดพิจารณาวันที่ 23 มิถุนายน 2531ไว้แล้ว ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2531 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้ เรียกค่าเสียหายกับเรียกค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า บำเหน็จ ค่าเล่าเรียนบุตรที่ค้างชำระเข้ามาด้วย จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ครั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2531 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีเดิมโจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนด ศาลแรงงานกลาง ศาลจังหวัดนครสวรรค์จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี แต่เมื่อมูลคดีของคดีเดิมและคดีนี้เนื่องจากโจทก์ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าของ จำเลยตกเขา อันเป็นมูลคดีเดียวกันโจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็นการยื่นคำฟ้องในเรื่องเดียว กันเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ตั้งแต่วันยื่นคำฟ้องแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าคดีเดิมศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดนครสวรรค์) จะได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาคดีนี้ ศาลแรงงานกลางจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ และเมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องฟ้องแย้งของจำเลยก็ย่อมตกไป เพราะไม่มีฟ้องเดิม และไม่มีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยอยู่ต่อไป

คำพิพากษาฎีกาที่ 121/2506
ป.วิ.พ. มาตรา 55, 148, 173
     ถ้าปรากฏว่าได้เคยฟ้องเรียกทรัพย์มรดกรายเดียวกันมาครั้งหนึ่งและคดียังอยู่ ในระหว่างพิจารณา โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีก ถึงแม้ว่าการฟ้องสองคราวนี้จะอ้างสิทธิต่างกัน โดยคดีแรกอ้างความเป็นทายาทปกครองมรดกร่วมกันมา ส่วนคดีหลังอ้างสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็ดี ทั้งนี้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1)

คำพิพากษาฎีกาที่ 5822/2550
ป.วิ.พ. มาตรา 173
      คำฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา เป็นอย่างเดียวกันคือจำเลยที่ 2 กับพวกนำรถยนต์โดยสารมารับส่งคนโดยสารในเส้นทางสัมปทานของโจทก์อันเป็นการ ละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นการกระทำที่สืบเนื่องติดต่อกันมากับการกระทำเดิม มิใช่เป็นการกระทำละเมิดขึ้นใหม่ แม้คดีนี้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองหยุดรับส่งคนโดยสารไม่เป็นไปตาม ข้อกำหนดของสำนักงานขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีและมีคำขอบังคับให้ศาลมีคำสั่ง มิให้จำเลยทั้งสองหยุดรับส่งคนโดยสารในเส้นทางสัมปทานของโจทก์ซึ่งโจทก์มิ ได้มีคำขอในคดีเดิม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ในคดีเดิมได้บรรยายถึงการกระทำดังกล่าวมาแล้วจึงเป็น เรื่องที่โจทก์สามารถขอมาในคดีเดิมได้อยู่แล้ว คำฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีจึงเป็นเรื่องเดียวกัน โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระหว่างที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงเป็นฟ้องซ้อน แต่คดีก่อนโจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยด้วย ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน

คำพิพากษาฎีกาที่ 8382/2550
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1) วรรคสอง
ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า “นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น” ความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวก็คือคดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้อง ว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม เรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยเหตุเดียวกันกับเหตุ ที่ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมคดีก่อน และเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยในขณะที่คดี ก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง การฟ้องคดีทั้งสองเรื่องต่อศาลแรงงานกลางเป็นการเรียกร้องสิทธิในมูลหนี้ หรือสิทธิเรียกร้องอันเกี่ยวกับการเลิกจ้างในคราวเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเพื่อเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมในคราวเดียวกันได้หรือขอ แก้ไขคำฟ้องในคดีเดิมภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในระหว่างคดีก่อนอยู่ในระหว่างการ พิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียว กัน จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำพิพากษาฎีกาที่ 6383/2550
ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1), 145 (5), 173 (1) วรรคสอง, 225 วรรคสอง, 249 วรรคสอง
     ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอัน เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยปัญหานี้ก่อนได้
แม้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำ สั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้ต่อศาลชั้น ต้น คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอด ว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกทำสัญญาเช่าหรือไม่ คำร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

คำพิพากษาฎีกาที่ 7890/2551
ป.วิ.พ. มาตรา 173, 223 ทวิ ตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ.
    โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดย ตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง
      แม้คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 227/2546 กับคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ แต่การวินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้อนจะต้องพิจารณาว่าโจทก์ฟ้องในมูลคดีอันเป็น เรื่องเดียวกันหรือไม่เป็นสำคัญ คำฟ้องคดีก่อนเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทำลายรั้วอิฐบล็อกของโจทก์แล้วก่อสร้างรั้วอิฐบล็อกขึ้นใหม่รุกล้ำเขต ที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขับไล่ให้จำเลยรื้อถอนรั้วดังกล่าวออกไปจากเขตที่ดินและเรียก ค่าเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า ขณะคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาเกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดรั้วอิฐบล็อกที่จำเลย ก่อสร้างรุกล้ำที่ดินโจทก์พังทลาย ต่อมาจำเลยตัดฟันต้นมะพร้าวของโจทก์ แล้วก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นใหม่โดยบางส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไป ในเขตที่ดินของโจทก์ ดังนี้ แม้หากจะถือว่าจำเลยยังคงยึดถือที่ดินบริเวณที่พิพาทกับโจทก์ต่อเนื่องมาก็ ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในภายหลังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีทางที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคาร และชดใช้ราคาต้นมะพร้าวขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ ทั้งค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์เรียกร้องมาในคดีนี้ก็เป็นคนละส่วน กับคดีก่อน การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขึ้นใหม่ จึงไม่อาจถือว่าเป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ส่วนการที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีก่อนโดยกล่าวถึงการก่อ สร้างอาคารจำเลยและขอให้สั่งระงับการก่อสร้างไว้ก่อนนั้น ก็มิใช่การยื่นคำฟ้อง จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุถือว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนดังที่จำเลย อ้างมาในคำแก้อุทธรณ์ได้
     โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนแล้ว จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นอื่น ที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์เช่นนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณ เป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

คำพิพากษาฎีกาที่ 8186/2551
ป.พ.พ. มาตรา 1516
ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1) วรรคสอง
    การสมัครใจแยกกันอยู่ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามที่โจทก์อ้างในคดี ก่อน เกิดเมื่อประมาณปลายปี 2539 ในคดีนี้โจทก์ก็อ้างมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าเดียวกันที่เกิดเมื่อประมาณเดือน ตุลาคม 2539 อันเป็นช่วงปลายปี 2539 เมื่อไม่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นโจทก์และจำเลยได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วสมัคร ใจแยกกันอยู่อีกก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าทั้งในคดีก่อนและในคดีนี้จึงเป็นมูลเหตุที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง เมื่อเป็นเรื่องเดียวกันและโจทก์ได้อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีก่อนแล้ว เหตุฟ้องหย่าในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

คำพิพากษาฎีกาที่ 2807/2550
ป.วิ.พ. มาตรา 173
     คำว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง นั้น หมายความว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาในคดีก่อนของศาลชั้นต้นโดยโต้ แย้งเรื่องศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แต่เมื่อคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาก็ถือว่าคดีอยู่ใน ระหว่างพิจารณา จำเลยจึงไม่อาจนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกได้ ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1)

คำพิพากษาฎีกาที่ 471/2541
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 173 วรรคสอง (1)
     เมื่อคดีทั้งสองเรื่องโจทก์อ้างสิทธิอย่างเดียวกันว่าที่ดินโจทก์มีสิทธิภาร จำยอมเหนือที่ดินพิพาทที่จำเลยโอนให้ พ. และค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ยอมให้ที่ดินพิพาท เป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว การที่โจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีนี้ขณะที่คดีก่อนยังอยู่ใน ระหว่างพิจารณาของศาล ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 4517/2542
ป.วิ.พ. มาตรา 173
      คดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทคดีนี้กับทรัพย์สินอื่นรวม 11 รายการ เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. ต่อมา ท. ถึงแก่กรรมขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ท. แก่กองมรดก ท. ถ้าการแบ่งไม่เป็นที่ตกลงกัน ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันตามส่วนเพื่อนำไปแบ่งระหว่างทายาท กับให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนใส่ชื่อ ท. ใน น.ส.3 ก. ของที่ดินพิพาทเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้อ้างเหตุเดียวกันอีก แม้โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท. ใน น.ส.3 ก. ของที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยก็ตามแต่ในการที่จะบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. และเป็นทรัพย์มรดกของ ท. ครึ่งหนึ่งหรือไม่เสียก่อน กรณีจึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน เพียงแต่โจทก์มีคำขอบังคับแตกต่างไปจากคำขอในคดีก่อนเท่านั้น ซึ่งคำขอบังคับดังกล่าวโจทก์สามารถขอได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

คำพิพากษาฎีกาที่ 5867/2544
ป.วิ.พ. มาตรา 173
       โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีก่อน ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้ฟ้องคดีก่อนและฟ้องคดีนี้ต่างอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาตามสัญญาซื้อขายฉบับ เดียวกันก็ตาม แต่จำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระตามคำฟ้องทั้งสองคดีเป็นคนละ จำนวนกัน กล่าวคือ ฟ้องคดีก่อนโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาสินค้าร้อยละ 10 ที่จำเลยต้องชำระในวันทำสัญญาและราคาสินค้าที่ต้องผ่อนชำระงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 8ส่วนฟ้องคดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระราคาสินค้าที่ต้องผ่อนชำระงวดที่ 9 ถึงงวดที่ 12 และราคาน้ำยาเคมีที่ใช้สำหรับทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระเมื่อโจทก์ เสนอคำฟ้องคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงมิใช่ฟ้องเรื่องเดียวกับฟ้องคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน

คำพิพากษาฎีกาที่ 7738/2547
ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. มาตรา 173
      คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญากู้ยืมเงินและจำนองขอให้บังคับจำเลยชำระ เงินจำนวน 974,629 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้นำที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่ธนาคารตามเช็ค ปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งจะเห็นว่าตามสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ มูลฟ้อง และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแตกต่างกัน ถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน แม้มูลหนี้จะสืบเนื่องมาจากการกู้ยืมและสัญญาจำนองเช่นเดียวกัน ฟ้องคดีนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน
     แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระให้เสร็จสิ้น มูลหนี้ตามเช็คพิพาทยังไม่ระงับ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ได้
หมายเหตุ
องค์ประกอบฟ้องซ้อนข้อต่อไป (ให้ติดตามวันต่อไป)

https://www.facebook.com/prayutlaw/posts/676210659077580