วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน

ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน
๑.ฟ้องซ้อน (มาตรา ๑๗๓)
เมื่อได้ยื่นฟ้องและศาลรับฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลแล้ว ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นซึ่งอาจเป็นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ (มาตรา ๑๗๓(๑)) แม้ว่าภายหลังคดีเดิมจะหมดไป ก็ไม่ทำให้คดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎีกาที่ ๓๓๔๖/๒๕๓๕) ศาลจะพิพากษายกฟ้องสำหรับคำฟ้องที่ยื่นครั้งหลังนี้
                ๑.๑หลักเกณฑ์ฟ้องซ้อน มีดังนี้
                                ๑.๑.๑ ห้ามเฉพาะโจทก์เท่านั้นมิให้ฟ้องซ้อน – ถ้ามีผู้อื่นใช้สิทธิของโจทก์ในการฟ้องคดีอยู่แล้ว โจทก์ก็จะมาฟ้องอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน เช่น กรณีเจ้าของร่วม อัยการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗๙/๒๕๒๕ – จำเลยสามารถฟ้องคดีใหม่ได้ แม้คดีเดิมยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ไม่เป็นการฟ้องซ้อน เพราะมิได้เป็นโจทก์ในคดีเดิม และมิใช่การฟ้องซ้ำ เพราะคดียังไม่สิ้นสุด
                                ๑.๑.๒ คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีก่อนและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน – หากคู่ความต่างกันหรือผลัดกันเป็นโจทก์หรือจำเลยก็ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๙๙/๒๕๓๐ - ถ้าเป็นคู่ความเดียวกัน แม้จะถอนฟ้องคดีเดิมหลังจากฟ้องคดีใหม่ก็ไม่ทำให้มีสิทธิฟ้องใหม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๖/๒๕๑๘ – การฟ้องของเจ้าของรวมคนหนึ่ง ถือเป็นการฟ้องคดีแทนเจ้าของรวมทั้งหมด
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘๘/๒๕๒๓ – ผู้จัดการมรดกเป็นตัวแทนทายาทฟ้องคดีไว้แล้ว ทายาทจะฟ้องอีกไม่ได้
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๔/๒๕๔๓ – ถ้าผู้จัดการมรดกยังไม่ฟ้องคดี ทายาทย่อมฟ้องคดีได้เอง
                                ๑.๑.๓ การฟ้องคดีทั้งสองนั้นจะต้องเป็นการฟ้องเกี่ยวกับประเด็นอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวกับทรัพย์สินรายเดียวกัน
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๖/๒๕๑๑ – โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายด้วยเหตุผิดสัญญาเช่า ต่อมาสัญญาเช่าหมดอายุ โจทก์จึงฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายด้วยเหตุสัญญาเช่าระงับ เช่นนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะไม่ใช่เกิดจากมูลคดีเดียวกัน
กรณีโจทก์เรียกทรัพย์คนละอย่างกันซึ่งสามารถเรียกได้ในฟ้องเดิมเนื่องจากเป็นเรื่องสืบเนื่องจากคดีเดิม หากมาฟ้องใหม่ถือเป็นฟ้องซ้อน
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖-๕๗/๒๕๑๙ – การฟ้องเรียกคืนค่ารถยนต์เพราะถูกบุคคลอื่นยึดรถไป สามารถเรียกรวมไปในฟ้องผิดสัญญาแลกเปลี่ยนรถยนต์ได้อยู่แล้ว โจทก์นำมาฟ้องใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘๖/๒๕๔๖ – จำเลยเคยฟ้องหย่าโจทก์ในคดีก่อน ต่อมาโจทก์มาฟ้องหย่าจำเลยในคดีนี้ จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรส ไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะฟ้องหย่าและฟ้องขอแบ่งสินสมรสจำต้องทำพร้อมกัน
                ๑.๑.๔ คดีแรกต้องอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นไหน – อาจเป็นศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลเดียวกันหรือต่างศาลกันก็ได้ หรือคดีอาจอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๗๓/๒๕๓๙ – กรณีการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของศาลชั้นต้น และการฟ้องคดีใหม่เป็นเรื่องเดียวกับฟ้องแย้ง ถือเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องแย้ง
๒.ฟ้องซ้ำ (มาตรา ๑๔๘)
การฟ้องซ้ำมีขึ้นเพื่อมิให้คู่ความคือ เป็นโจทก์และเป็นจำเลยในคดีเดียวกันนำเรื่องที่เคยพิพาทกันนั้นมาฟ้องร้องกันอีกไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ฟ้อง เพราะจะทำให้เสียเวลาแก่คู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและต่อศาลเพราะมีคดีอยู่ในศาลมากมายโดยไม่จำเป็น
                ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับฟ้องซ้ำ มีดังนี้
                ๒.๑ หลักเกณฑ์ฟ้องซ้ำ มีดังนี้
๒.๑.๑ คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว(มาตรา ๑๔๗) มี ๓ กรณี คือ
                                                ๒.๑.๑.๑ มีกฎหมายบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด หรือบัญญัติว่าห้ามอุทธรณ์ฎีกาต่อไป – คำพิพากษาจะถึงที่สุด ตั้งแต่วันที่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
                                                ๒.๑.๑.๒ ถ้าคำพิพากษานั้นไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา หรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ย่อมถึงที่สุด – คำพิพากษาจะถึงที่สุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่จะอุทธรณ์ หรือฎีกา หรือจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ หากจะนำมายื่นฟ้องใหม่ จะกลายเป็นฟ้องซ้ำ
                                                ๒.๑.๑.๓ ถ้ามีอุทธรณ์หรือฎีกาหรือีคำขอให้พิจารณาใหม่ – และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา หรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้นใหม่ มีคำสั่งจำหน่ายคดี กรณีนี้คดีจะถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ศาลสั่งจำหน่ายคดี
                                ๒.๑.๒ คู่ความทั้งสองเป็นคู่ความรายเดียวกัน – แม้จะเปลี่ยนฐานะเป็นโจทก์จำเลย คือเป็นคู่ความกลับกัน ก็ต้องถือว่าเป็นคู่ความเดิมนั่นเอง แต่หากเป็นกรณีจำเลยร่วมฟ้องจำเลยร่วมอีกคนหนึ่งด้วยกันเอง ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๔๖/๒๕๔๕ – ฟ้องซ้ำเป็นเรื่องที่ห้ามมิให้โจทก์จำเลยซึ่งฟ้องร้องกันและศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วกลับมารื้อร้องฟ้องกันอีก ข้ออ้างของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องรายเดียวกับที่โจทก์และจำเลยถูก ส ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกัน ถือว่าไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๒/๒๕๑๐ – คดีแรกจำเลยฟ้องขับไล่บิดาโจทก์กับบริวารออกจากที่พิพาทโดยอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คดีที่สองโจทก์ซึ่งเป็นบริวารของจำเลยกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์ในที่ดินพิพาทนั้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคู่ความในคดีทั้งสองมิใช่เป็นคู่ความเดียวกัน
                                ๒.๑.๓ รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน – ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว หากว่าศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี โจทก์มีสิทธิฟ้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ คดีที่ยังไม่วินิจฉัยชี้ขาด เช่น คำสั่งจำหน่ายคดี คำสั่งไม่รับฟ้อง คำสั่งยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุม เป็นต้น
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๕/๒๕๑๑ – กรณีศาลวินิจฉัยประเด็นในฟ้องซึ่งไม่มีอำนาจวินิจฉัย เป็นการวินิจฉัยเกินเลยไป ยังไม่ถือว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นอื่น โจทก์จะนำประเด็นนั้นมาฟ้องอีกได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๓/๒๕๓๕ – ยกฟ้องเพราะเหตุพยานหลักฐานเกี่ยวกับอำนาจฟ้องไม่พอรับฟัง ไม่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี หากจะฟ้องใหม่ไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำ
เหตุแห่งการวินิจฉัยต้องเป็นเหตุอย่างเดียวกัน ถ้าคนละเหตุหรือมูลคดีต่างกัน ไม่ต้องห้ามตามมาตรานี้
                คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๔/๒๕๓๖ – เดิมโจทก์ฟ้องชำระหนี้ตามสัญญากู้แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ต่อมาโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพราะเหตุจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามสัญญา ถือเป็นฟ้องซ้ำ เพราะหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพียงแต่เป็นหลักฐานยืนยันว่าจะชำระหนี้เงินกู้ ไม่ใช่การสร้างหนี้ใหม่ แต่เป็นการทำหลักฐานเพื่อยืนยันว่าจะชำระหนี้เดิมเท่านั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๔/๒๔๙๐ – การที่ศาลงดสืบพยาน เพราะโจทก์ขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร จนศาลยกฟ้องโจทก์ โจทก์จะยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่อีกไม่ได้ ถือเป็นฟ้องซ้ำ
                ๒.๒ ข้อยกเว้นที่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
                                ๒.๒.๑ การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล – กระบวนพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีในการบังคับคดี ซึ่งอาจซ้ำกับการพิจารณาคดีตอนแรก ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ
                                ๒.๒.๒ ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวไว้ให้เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ – เช่น การกำหนดค่าเสียหายเกี่ยวกับละเมิด หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกรณีบิดามารดาหย่าร้างกัน ค่าเลี้ยงชีพ เป็นต้น


                                ๒.๒.๓ ในกรณีที่ศาลยกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ยื่นฟ้องใหม่ – แม้ผลจากการสืบพยานได้ความว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง แต่โจทก์ฟ้องผิดมาตรา หรือขอท้ายฟ้องไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้บังคับตามท้ายฟ้องไม่ได้ ศาลจะพิพากษายกฟ้องไปแต่เพียงอย่างเดียวโดยจะไม่พิพากษาต่อไปว่าตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่


อ้างอิง : จักรพงษ์ เล็กสกุลไชย,คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง,พิมพ์ครั้งที่  ๑๒,(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติธรรม,๒๕๕๖)
หมายเหตุ : บทความนี้ เป็นเพียงเนื้อหาสรุปที่ทำขึ้นเอง มิได้มีความเกี่ยวข้องกับทางมหาวิทยาลัย หน่วยงาน หรือสำนักพิมพ์ใดๆ
โพสต์เมื่อ โดย
http://mylawstory.blogspot.com/2013/09/blog-post_22.html 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น