ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน
๑.ฟ้องซ้อน (มาตรา ๑๗๓)
เมื่อได้ยื่นฟ้องและศาลรับฟ้อง
คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลแล้ว ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นซึ่งอาจเป็นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้
(มาตรา ๑๗๓(๑)) แม้ว่าภายหลังคดีเดิมจะหมดไป ก็ไม่ทำให้คดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อน (ฎีกาที่
๓๓๔๖/๒๕๓๕) ศาลจะพิพากษายกฟ้องสำหรับคำฟ้องที่ยื่นครั้งหลังนี้
๑.๑หลักเกณฑ์ฟ้องซ้อน
มีดังนี้
๑.๑.๑
ห้ามเฉพาะโจทก์เท่านั้นมิให้ฟ้องซ้อน –
ถ้ามีผู้อื่นใช้สิทธิของโจทก์ในการฟ้องคดีอยู่แล้ว โจทก์ก็จะมาฟ้องอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน
เช่น กรณีเจ้าของร่วม อัยการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่
๒๕๗๙/๒๕๒๕ – จำเลยสามารถฟ้องคดีใหม่ได้
แม้คดีเดิมยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ไม่เป็นการฟ้องซ้อน
เพราะมิได้เป็นโจทก์ในคดีเดิม และมิใช่การฟ้องซ้ำ เพราะคดียังไม่สิ้นสุด
๑.๑.๒
คู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีก่อนและคดีหลังจะต้องเป็นคู่ความเดียวกัน –
หากคู่ความต่างกันหรือผลัดกันเป็นโจทก์หรือจำเลยก็ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่
๑๗๙๙/๒๕๓๐ - ถ้าเป็นคู่ความเดียวกัน
แม้จะถอนฟ้องคดีเดิมหลังจากฟ้องคดีใหม่ก็ไม่ทำให้มีสิทธิฟ้องใหม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่
๙๖๖/๒๕๑๘ – การฟ้องของเจ้าของรวมคนหนึ่ง ถือเป็นการฟ้องคดีแทนเจ้าของรวมทั้งหมด
คำพิพากษาฎีกาที่
๒๕๘๘/๒๕๒๓ – ผู้จัดการมรดกเป็นตัวแทนทายาทฟ้องคดีไว้แล้ว
ทายาทจะฟ้องอีกไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่
๑๘๒๔/๒๕๔๓ – ถ้าผู้จัดการมรดกยังไม่ฟ้องคดี ทายาทย่อมฟ้องคดีได้เอง
๑.๑.๓
การฟ้องคดีทั้งสองนั้นจะต้องเป็นการฟ้องเกี่ยวกับประเด็นอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวกับทรัพย์สินรายเดียวกัน
คำพิพากษาฎีกาที่
๓๑๖/๒๕๑๑ – โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายด้วยเหตุผิดสัญญาเช่า
ต่อมาสัญญาเช่าหมดอายุ โจทก์จึงฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายด้วยเหตุสัญญาเช่าระงับ
เช่นนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะไม่ใช่เกิดจากมูลคดีเดียวกัน
►
กรณีโจทก์เรียกทรัพย์คนละอย่างกันซึ่งสามารถเรียกได้ในฟ้องเดิมเนื่องจากเป็นเรื่องสืบเนื่องจากคดีเดิม
หากมาฟ้องใหม่ถือเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่
๕๖-๕๗/๒๕๑๙ – การฟ้องเรียกคืนค่ารถยนต์เพราะถูกบุคคลอื่นยึดรถไป
สามารถเรียกรวมไปในฟ้องผิดสัญญาแลกเปลี่ยนรถยนต์ได้อยู่แล้ว
โจทก์นำมาฟ้องใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘๖/๒๕๔๖ – จำเลยเคยฟ้องหย่าโจทก์ในคดีก่อน
ต่อมาโจทก์มาฟ้องหย่าจำเลยในคดีนี้ จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรส ไม่เป็นฟ้องซ้อน
เพราะฟ้องหย่าและฟ้องขอแบ่งสินสมรสจำต้องทำพร้อมกัน
๑.๑.๔
คดีแรกต้องอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นไหน –
อาจเป็นศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลเดียวกันหรือต่างศาลกันก็ได้
หรือคดีอาจอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๗๓/๒๕๓๙ – กรณีการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของศาลชั้นต้น
และการฟ้องคดีใหม่เป็นเรื่องเดียวกับฟ้องแย้ง ถือเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องแย้ง
๒.ฟ้องซ้ำ (มาตรา ๑๔๘)
การฟ้องซ้ำมีขึ้นเพื่อมิให้คู่ความคือ
เป็นโจทก์และเป็นจำเลยในคดีเดียวกันนำเรื่องที่เคยพิพาทกันนั้นมาฟ้องร้องกันอีกไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ฟ้อง
เพราะจะทำให้เสียเวลาแก่คู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและต่อศาลเพราะมีคดีอยู่ในศาลมากมายโดยไม่จำเป็น
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับฟ้องซ้ำ
มีดังนี้
๒.๑ หลักเกณฑ์ฟ้องซ้ำ
มีดังนี้
๒.๑.๑
คดีนั้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว – (มาตรา ๑๔๗) มี ๓ กรณี คือ
๒.๑.๑.๑
มีกฎหมายบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด หรือบัญญัติว่าห้ามอุทธรณ์ฎีกาต่อไป –
คำพิพากษาจะถึงที่สุด ตั้งแต่วันที่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
๒.๑.๑.๒
ถ้าคำพิพากษานั้นไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา หรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ย่อมถึงที่สุด
– คำพิพากษาจะถึงที่สุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่จะอุทธรณ์ หรือฎีกา
หรือจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ หากจะนำมายื่นฟ้องใหม่ จะกลายเป็นฟ้องซ้ำ
๒.๑.๑.๓
ถ้ามีอุทธรณ์หรือฎีกาหรือีคำขอให้พิจารณาใหม่ – และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา
หรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้นใหม่ มีคำสั่งจำหน่ายคดี
กรณีนี้คดีจะถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ศาลสั่งจำหน่ายคดี
๒.๑.๒
คู่ความทั้งสองเป็นคู่ความรายเดียวกัน – แม้จะเปลี่ยนฐานะเป็นโจทก์จำเลย
คือเป็นคู่ความกลับกัน ก็ต้องถือว่าเป็นคู่ความเดิมนั่นเอง
แต่หากเป็นกรณีจำเลยร่วมฟ้องจำเลยร่วมอีกคนหนึ่งด้วยกันเอง ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๔๖/๒๕๔๕
–
ฟ้องซ้ำเป็นเรื่องที่ห้ามมิให้โจทก์จำเลยซึ่งฟ้องร้องกันและศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วกลับมารื้อร้องฟ้องกันอีก
ข้ออ้างของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องรายเดียวกับที่โจทก์และจำเลยถูก ส
ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกัน ถือว่าไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อน
การที่โจทก์ฟ้องจำเลยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๒/๒๕๑๐
– คดีแรกจำเลยฟ้องขับไล่บิดาโจทก์กับบริวารออกจากที่พิพาทโดยอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
คดีที่สองโจทก์ซึ่งเป็นบริวารของจำเลยกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์ในที่ดินพิพาทนั้น
ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคู่ความในคดีทั้งสองมิใช่เป็นคู่ความเดียวกัน
๒.๑.๓
รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน –
ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว
หากว่าศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี โจทก์มีสิทธิฟ้องใหม่ได้
ไม่เป็นฟ้องซ้ำ คดีที่ยังไม่วินิจฉัยชี้ขาด เช่น คำสั่งจำหน่ายคดี
คำสั่งไม่รับฟ้อง คำสั่งยกฟ้องเพราะฟ้องเคลือบคลุม เป็นต้น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๕/๒๕๑๑
– กรณีศาลวินิจฉัยประเด็นในฟ้องซึ่งไม่มีอำนาจวินิจฉัย เป็นการวินิจฉัยเกินเลยไป
ยังไม่ถือว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นอื่น โจทก์จะนำประเด็นนั้นมาฟ้องอีกได้
ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๑๗๓/๒๕๓๕
– ยกฟ้องเพราะเหตุพยานหลักฐานเกี่ยวกับอำนาจฟ้องไม่พอรับฟัง ไม่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี
หากจะฟ้องใหม่ไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำ
► เหตุแห่งการวินิจฉัยต้องเป็นเหตุอย่างเดียวกัน
ถ้าคนละเหตุหรือมูลคดีต่างกัน ไม่ต้องห้ามตามมาตรานี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๙๔/๒๕๓๖
– เดิมโจทก์ฟ้องชำระหนี้ตามสัญญากู้แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน
ต่อมาโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพราะเหตุจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามสัญญา
ถือเป็นฟ้องซ้ำ
เพราะหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เพียงแต่เป็นหลักฐานยืนยันว่าจะชำระหนี้เงินกู้
ไม่ใช่การสร้างหนี้ใหม่ แต่เป็นการทำหลักฐานเพื่อยืนยันว่าจะชำระหนี้เดิมเท่านั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๔/๒๔๙๐ –
การที่ศาลงดสืบพยาน เพราะโจทก์ขอเลื่อนคดีโดยไม่มีเหตุสมควร จนศาลยกฟ้องโจทก์
โจทก์จะยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่อีกไม่ได้ ถือเป็นฟ้องซ้ำ
๒.๒
ข้อยกเว้นที่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
๒.๒.๑
การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล – กระบวนพิจารณาไต่สวนและมีคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีในการบังคับคดี
ซึ่งอาจซ้ำกับการพิจารณาคดีตอนแรก ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ
๒.๒.๒
ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวไว้ให้เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้ – เช่น
การกำหนดค่าเสียหายเกี่ยวกับละเมิด หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกรณีบิดามารดาหย่าร้างกัน
ค่าเลี้ยงชีพ เป็นต้น
๒.๒.๓
ในกรณีที่ศาลยกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ยื่นฟ้องใหม่ –
แม้ผลจากการสืบพยานได้ความว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง แต่โจทก์ฟ้องผิดมาตรา
หรือขอท้ายฟ้องไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้บังคับตามท้ายฟ้องไม่ได้
ศาลจะพิพากษายกฟ้องไปแต่เพียงอย่างเดียวโดยจะไม่พิพากษาต่อไปว่าตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่
อ้างอิง : จักรพงษ์ เล็กสกุลไชย,คำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง,พิมพ์ครั้งที่ ๑๒,(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติธรรม,๒๕๕๖)
หมายเหตุ : บทความนี้ เป็นเพียงเนื้อหาสรุปที่ทำขึ้นเอง มิได้มีความเกี่ยวข้องกับทางมหาวิทยาลัย หน่วยงาน หรือสำนักพิมพ์ใดๆ
โพสต์เมื่อ 23rd September 2013 โดย Unya Law
http://mylawstory.blogspot.com/2013/09/blog-post_22.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น